สรุป Tense ภาษาอังกฤษที่ออกสอบ TOEIC บ่อย พร้อมตัวอย่าง
เจาะลึก Tense ที่ใช้บ่อยในข้อสอบ TOEIC Part 5 อธิบายวิธีสังเกตตัวชี้เวลาในประโยค พร้อมตัวอย่างจากบริบทที่ทำงานและตารางสรุปครบทุกรูปแบบ
หลายคนอ่านโจทย์ TOEIC Part 5 ออก รู้ความหมายทุกคำ แต่ยังเลือกผิด เพราะโจทย์เรื่อง Tense ไม่ได้วัดว่าเข้าใจประโยคหรือไม่ แต่วัดว่าจับ "ตัวชี้เวลา" ในประโยคได้เร็วแค่ไหน บทความนี้รวมกฎ Tense ที่ออกสอบบ่อยที่สุด พร้อมตัวอย่างจากบริบทที่ทำงานจริง เพื่อให้ตัดสินใจเลือกคำตอบได้แม่นและไว
ทำไม Tense ถึงเป็นเรื่องที่ทำคะแนนได้ง่าย
โจทย์ Tense ใน Part 5 มีรูปแบบตายตัว: ประโยคหนึ่งจะมี "คำหรือวลีบอกเวลา" ซ่อนอยู่เสมอ เช่น every Monday, right now, since 2019, by the time, next year งานของผู้ทำข้อสอบคือหาคำบอกเวลานั้นให้เจอก่อน แล้วค่อยเลือกรูปกริยาที่ตรงกับมัน ไม่ต้องเดาจากความรู้สึกว่าประโยคไหน "ฟังดูถูก"
Present Simple กับ Present Continuous ต่างกันตรงไหน
Present Simple ใช้กับสิ่งที่ทำเป็นประจำหรือเป็นข้อเท็จจริง สังเกตจากคำอย่าง every day, usually, always
- The finance team reviews the budget report every Monday morning. (ทีมการเงินตรวจสอบรายงานงบประมาณทุกเช้าวันจันทร์)
Present Continuous ใช้กับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น ณ ขณะพูด สังเกตจากคำอย่าง right now, at the moment, currently
- Ms. Somsri is preparing a presentation right now. (คุณสมศรีกำลังเตรียมงานนำเสนออยู่ตอนนี้)
จุดที่คนมักพลาดคือเห็นกริยาที่บอกการกระทำแล้วรีบเลือก Continuous ทั้งที่ประโยคมีคำว่า every หรือ usually ซึ่งต้องใช้ Simple เท่านั้น
Present Perfect และ Present Perfect Continuous
สองรูปนี้ใช้เมื่อเหตุการณ์เริ่มในอดีตและยังเกี่ยวข้องกับปัจจุบัน ตัวชี้เวลาหลักคือ since กับ for
- Mr. Anan has worked for this company since 2019. (คุณอนันทำงานที่บริษัทนี้ตั้งแต่ปี 2019 และยังทำอยู่)
- The technicians have been repairing the server since 8 a.m. and it is still not fixed. (ช่างซ่อมเซิร์ฟเวอร์มาตั้งแต่ 8 โมงเช้าและยังไม่เสร็จ)
ถ้าประโยคเน้น "ความต่อเนื่อง" หรือมีคำอย่าง still ปิดท้าย มักใช้ Present Perfect Continuous ส่วน Present Perfect ธรรมดาเน้นที่ผลลัพธ์หรือระยะเวลารวม
Past Simple, Past Continuous และ Past Perfect
Past Simple ใช้กับเหตุการณ์ที่จบแล้วในอดีต มีเวลาชัดเจนอย่าง yesterday, last week, in 2020
- The board of directors approved the merger proposal yesterday afternoon. (คณะกรรมการอนุมัติแผนควบรวมกิจการเมื่อบ่ายวานนี้)
Past Continuous ใช้กับเหตุการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ในอดีต แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งแทรกเข้ามา มักอยู่ในโครงสร้าง while + Past Continuous, Past Simple
- While the accountant was checking the invoices, the power suddenly went out. (ขณะที่นักบัญชีกำลังตรวจใบแจ้งหนี้ ไฟก็ดับกะทันหัน)
Past Perfect ใช้เมื่อต้องบอกว่าเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่งในอดีต มักมาคู่กับ by the time หรือ before
- By the time the CEO arrived at the office, the meeting had already started. (พอซีอีโอมาถึงออฟฟิศ การประชุมก็เริ่มไปก่อนแล้ว)
จุดที่คนมักพลาดคือเลือก Past Simple ธรรมดาทั้งที่ประโยคต้องการบอกลำดับก่อนหลังของสองเหตุการณ์ ซึ่งต้องใช้ Past Perfect กับเหตุการณ์ที่เกิดก่อน
Future Simple, Future Continuous และ Future Perfect
Future Simple ใช้กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีคำบอกเวลาอย่าง next Monday, tomorrow, soon
- The new marketing director will meet the team next Monday. (ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดคนใหม่จะพบทีมวันจันทร์หน้า)
Future Continuous ใช้กับเหตุการณ์ที่จะกำลังดำเนินอยู่ ณ ช่วงเวลาหนึ่งในอนาคต สังเกตจาก this time tomorrow, at this time next week
- This time tomorrow, the sales team will be presenting the quarterly results to the board. (เวลานี้ของพรุ่งนี้ ทีมขายจะกำลังนำเสนอผลประกอบการรายไตรมาสต่อคณะกรรมการ)
Future Perfect ใช้เมื่อต้องการบอกว่างานจะเสร็จสมบูรณ์ก่อนถึงเวลาหนึ่งในอนาคต สังเกตจาก by + เวลาในอนาคต
- By next year, the company will have expanded its operations to three new countries. (ภายในปีหน้า บริษัทจะขยายกิจการไปยังสามประเทศใหม่สำเร็จแล้ว)
ตารางสรุปตัวชี้เวลาแต่ละ Tense
| Tense | ตัวชี้เวลาที่พบบ่อย |
|---|---|
| Present Simple | every day, usually, always |
| Present Continuous | right now, at the moment, currently |
| Present Perfect | since, for, already |
| Present Perfect Continuous | since + still, for + ต่อเนื่อง |
| Past Simple | yesterday, last week, in + ปีที่ผ่านมา |
| Past Continuous | while + เหตุการณ์แทรก |
| Past Perfect | by the time, before, after |
| Future Simple | next week, tomorrow, soon |
| Future Continuous | this time tomorrow, at this time next week |
| Future Perfect | by + เวลาในอนาคต |
จุดที่คนมักพลาดบ่อยที่สุด
- เห็นคำว่า tomorrow แล้วรีบเลือก Future Simple ทันที โดยไม่ดูว่ามี this time นำหน้าหรือไม่ ซึ่งต้องเป็น Future Continuous
- ใช้ Present Perfect กับเวลาที่ระบุชัดเจนในอดีต เช่น yesterday หรือ last year ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์ เพราะ Present Perfect ห้ามใช้คู่กับเวลาที่จบไปแล้วแบบนี้
- สับสนระหว่างตารางเวลาที่แน่นอน (ใช้ Present Simple ได้ เช่น the train leaves at 9) กับแผนการในอนาคตทั่วไป (ใช้ Future Simple)
- ลืมดูกริยาตัวที่สองในประโยคเดียวกัน ทำให้เลือก Tense ที่ไม่สอดคล้องกับลำดับเหตุการณ์
วิธีทำโจทย์ Tense ให้เร็วใน 3 ขั้น
- หาโครงสร้างประโยคก่อนว่ามีกี่เหตุการณ์ และเหตุการณ์ไหนเกิดก่อนหรือหลัง
- วงคำบอกเวลาที่ปรากฏในประโยค เช่น since, by the time, next week แล้วจับคู่กับ Tense ที่ตรงกฎ
- ตัดตัวเลือกที่ผิดรูปไวยากรณ์ชัดเจนออกก่อน เช่น กริยาที่ไม่ผันตามประธาน หรือรูปที่ใช้เป็นกริยาเดี่ยวไม่ได้ แล้วค่อยเทียบตัวที่เหลือกับกฎ Tense
เมื่อจับหลักการตัวชี้เวลาได้แล้ว โจทย์ Tense จะกลายเป็นเรื่องที่ทำได้เร็วและแม่นยำขึ้นมาก ลองนำกฎทั้งหมดในบทความนี้ไปทดสอบความเข้าใจกับแบบทดสอบ TOEIC Tense 10 ข้อที่เตรียมไว้ให้ แล้วดูว่าจับตัวชี้เวลาได้ครบทุกข้อหรือไม่
